Tag:
ความรู้
ตรีผลา เป็นพิกัดยาสมุนไพรไทยที่ใช้กันมายาวนาน ประกอบด้วยสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ สมอไทย (Terminalia chebula Retz.) สมอพิเภก (Terminalia belerica Roxb.) และมะขามป้อม (Phyllanthus emblica Linn.) ในอัตราส่วน 1:1:1 เท่ากัน
ตรีผลา มีสารสำคัญกลุ่มฟีนอลิก (Phenolic) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมาก ถือว่าเป็นสมุนไพรตำรับที่มีสรรพคุณหลากหลาย ปัจจุบันจึงนิยมใช้หลาย ๆ รูปแบบ ทั้งยา เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และส่วนผสมในอาหารเสริม เช่น เครื่องสำอาง ยาสีฟัน
ประวัติความเป็นมาของตำรับยา
ตำรับยาตรีผลา นั้นเป็นตำรับยาที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์อายุรเวชของอินเดียโดยออกเสียงเรียกว่า ตรีผลา หรือ ตรีผลากะ ซึ่งคำว่าตรีนั้นมีความหมายว่าสาม ซึ่งเป็นจำนวนของสมุนไพรที่นำมาใช้ประกอบเป็นยา ส่วนคำว่าผลา นั้นหมายถึงผล ดังนั้นคำว่า ตรีผลา หมายถึงผลไม้ 3 อย่าง ซึ่งประกอบไปด้วย
- 1. ลูกสมอพิเภก (Terminalia belerica (Gaertn.) Roxb.)
- 2. ลูกสมอไทย (Terminalia chebula Retz.)
- 3. ลูกมะขามป้อม (Phyllanthus emblica Linn.)
สรุปก็ คือ ตรีผลาเป็นยาสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมของสมอพิเภก สมอไทย และมะขามป้อม ก็จะมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยควบคุม กำจัดสารพิษในร่างกาย และใช้รักษาสมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย ซึ่งจะส่งเสริมสรรพคุณซึ่งกัน และกันเป็นอย่างดี ซึ่งตัวยาทั้งสามจะช่วยควบคุมพิษข้างเคียงของกัน และกัน เช่น รสเปรี้ยวของลูกสมอพิเภก มีฤทธิ์เป็นยาระบาย จึงต้องใช้ ลูกสมอไทย และลูกมะขามป้อม ซึ่งมีรสฝาด ขมไปช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง และลดอาการท้องมวน เป็นต้น โดยในตำรายาไทยก็เรียกยาที่ได้จากการรวมสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด นี้ตาม ชื่อของอินเดียว่า พิกัดตรีผลา
ประโยชน์และสรรพคุณตรีผลา
- แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ
- แก้ไข้เจือลม
- เป็นยาระบาย ยาถ่าย
- แก้เสมหะจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ
- แก้โรคตา
- แก้ธาตุกำเริบ
- บำรุงธาตุ
- แก้ไข้
- แก้ริดสีดวง
- แก้ท้องร่วง ท้องเดิน
- รักษาโรคท้องมาน
- รักษาอาการไอ
- รักษาโรคตา
- เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ชีวิตยืนยาว
- กระตุ้นระบบการทำงานของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน
- มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- รักษาโรคติดเชื้อ
- รักษาโรคอ้วน
- รักษาโรคโลหิตจาง
- รักษาวัณโรค
- รักษาอาการปอดบวม
- รักษาโรคเอดส์
- แก้ท้องผูก
- ช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง
- แก้อาการที่เกี่ยวกับความดันโลหิต
- ใช้แก้อาการผิดปกติจากระบบเลือด
ส่วนประกอบของยา
ตรีผลา แปลตามรากศัพท์จะได้ คำว่า “ตรี” แปลว่า “สาม” คำว่า “ผลา (ผล)” คือ ผลไม้ 3 อย่าง ได้แก่ ผลสมอพิเภก ผลสมอไทย และผลมะขามป้อม
1. สมอพิเภก
- ชื่อ สมอพิเภก
- ชื่ออื่น ลัน, สมอแหน, แหน, แหนขาว, แหนต้น, สะคู้
- ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb.
- ชื่อวงศ์ Combretaceae
ลักษณะภายนอก : ผลรูปกลม หรือ รี แข็ง กว้างประมาณ 1.5-2 ซม. ยาว 2.5-3 ซม. มีสัน 5 สัน ผิวนอกปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลหนาแน่น เมล็ดเดี่ยว แข็ง ผลอ่อนรสเปรี้ยว ผลแก่รสเปรี้ยวฝาดหวาน (ฝาดสุขุม) เมล็ดในรสฝาด
องค์ประกอบทางเคมี : พบสาร chebulagic acid, ellagic acid, gallic acid
2. สมอไทย
- ชื่อ สมอไทย
- ชื่ออื่น กกส้มมอ, สมอ, มาแน่, สมออัพยา, หมากแน่ะ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia chebula Retz. Var chebula
- ชื่อพ้อง Myrobalan chebula Gaertn
- ชื่อวงศ์ Combretaceae
ลักษณะภายนอก : ผลรูปทรงกลม หรือ รูปไข่ กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 2-4 ซม. ผลสดสีเขียวอมเหลือง หรือ บางครั้งมีสีแดงปน ผิวเรียบ มีสัน 5 สัน เมล็ดเดี่ยว แข็ง รูปรี ขนาดใหญ่ ผลแห้งสีดำเข้ม ผิวย่น ผลอ่อน รสเปรี้ยว ผลแก่มีรสฝาดติดเปรี้ยว ขม ไม่มีกลิ่น เนื้อผลรสฝาดเปรี้ยว เมื่อชิมจะมีรสชาติขมเล็กน้อยในช่วงแรก และจะมีรสหวานตามมา เมล็ดมีรสขม
องค์ประกอบทางเคมี : gallic acid, chebulic acid, chebulinc acid, chebulagic acid, corilagin, terchebin, glucogallin, ellagic acid, sennoside A, chebulin, catechol, tannic acid
3. มะขามป้อม
- ชื่อ มะขามป้อม
- ชื่ออื่น กันโตด (เขมร), กำทวด (ราชบุรี), มั่งลู่, สันยาส่า (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน)
- ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica Linn.
- ชื่อพ้อง Emblica offcinalis Gaertn.
- ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae
ลักษณะภายนอก : ผลสดกลม มีเนื้อ ผิวเรียบ ใส ฉ่ำน้ำ เมื่อดิบสีเขียวออกเหลือง ผลสุกสีเหลืองออกน้ำตาล เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร มีเส้นพาดตามความยาวของลูก 6 เส้น เมล็ดกลมแข็งมี 1 เมล็ด เนื้อผลมีรสฝาด เปรี้ยว ขม หวาน รับประทานเป็นอาหารได้ ทำให้ชุ่มคอ รับประทานน้ำตามไป ทำให้มีรสหวานดีขึ้น
องค์ประกอบทางเคมี : มีวิตามินซีสูง (ในผลมะขามป้อม 1 ผล มีปริมาณวิตามินซี เทียบเท่ากับส้ม 2 ลูก) นอกจากนี้ยังพบ rutin, mucic acid, gallic acid, phyllemblic acid สารกลุ่มแทนนิน เบนซินอยด์ เทอร์ปีน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ คูมาริน เป็นต้น
องค์ประกอบทางเคมี
จะมีสารพวกแทนนินชนิดไม่ละลายน้ำ (Condensed tannins) หรือ โพลีฟีนอล ตัวอย่างเช่น กรดแกลลิก (gallic acid) กรดเอลลาจิก (Ellagic acid) และเอลลาจิแทนนิน (Ellagitannin) ซึ่งเป็นสารที่พบมากในตรีผลา และทับทิม และยังมี Vitamin C, chebulinic acid, bellericanin, β-sitosterol และ flavanoids เป็นส่วนประกอบอีกด้วย และในอินเดียได้นำตรีผลา มาวิจัยและพบว่า มีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งเต้านมได้ดี มีความสามารถในการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ และไม่มีพิษต่อเซลล์ปกติด้วย
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของตรีผลา
ปัจจุบันนี้การศึกษาในมนุษย์พบว่าตรีผลา สามารถใช้รักษาสมดุลของการย่อยอาหาร และกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ใช้เป็นยาระบาย ส่วนงานวิจัยในหลอดทดลอง และสัตว์ทอลองที่น่าสนใจ คือ ฤทธิ์ในการลดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุสืบเนื่องไปยังโรคเรื้อรังหลายชนิด
นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยืนยันถึงฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบ (anti-infammatory) ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย (anti-bacterial) ฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ (anti-mutagenic) ฤทธิ์ต้าน และยังยั้งเซลมะเร็ง (anti-cancerctivity) ฤทธิ์ในการลดระดับไขมันในเลือด ฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ฤทธิ์ในการปกป้องการเกิดแผลในเยื้อบุกระเพาะอาหารและฤทธิ์ในการปกป้องตับปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจตามอีกด้วย และในอินเดียได้นำตรีผลามาวิจัยและพบว่า มีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร้งเต้านมได้ดี มีความสามารถในการป้องการการเกิดอนุมูลอิสระ และไม่มีพิษต่อเซลล์ปกติด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของตรีผลา
ปัจจุบันนี้การศึกษาในมนุษย์พบว่าตรีผลา สามารถใช้รักษาสมดุลของการย่อยอาหาร และกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ใช้เป็นยาระบาย ส่วนงานวิจัยในหลอดทดลอง และสัตว์ทอลองที่น่าสนใจ คือ ฤทธิ์ในการลดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุสืบเนื่องไปยังโรคเรื้อรังหลายชนิด
นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยืนยันถึงฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบ (anti-infammatory) ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย (anti-bacterial) ฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ (anti-mutagenic) ฤทธิ์ต้าน และยังยั้งเซลมะเร็ง (anti-cancerctivity) ฤทธิ์ในการลดระดับไขมันในเลือด ฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ฤทธิ์ในการปกป้องการเกิดแผลในเยื้อบุกระเพาะอาหารและฤทธิ์ในการปกป้องตับปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจตามอีกด้วย และในอินเดียได้นำตรีผลามาวิจัยและพบว่า มีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร้งเต้านมได้ดี มีความสามารถในการป้องการการเกิดอนุมูลอิสระ และไม่มีพิษต่อเซลล์ปกติด้วย
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
ควรระวังในการใช้สมุนไพรตรีผลา คือ การเลือกซื้อวัตถุดิบจะต้องสด ไม่มีเชื้อรา เพราะอายุของวัตถุดิบมักจะสั้นประมาณครึ่งปีเท่านั้น และเนื่องจากผลิตภัณฑ์ตรีผลามีอยู่หลายรูปแบบ วิธีการเลือกซื้อสำหรับผู้บริโภคโดยทั่วไปนั้นแนะนำให้สังเกตจากทะเบียนยา วันที่ผลิต วันหมดอายุ ลักษณะบรรจุต้องอยู่ในสภาพที่ดี มีแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ และส่วนสตรีในช่วงมีประจำเดือนควรงดการรับประทานตรีผลาเพราะอาจจะทำให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติและสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจไม่ควรรับประทานรวมถึงผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
อาการข้างเคียง ที่อาจพบหลังการใช้ตรีผลา เนื่องจากตรีผลาเป็นสมุนไพรที่ใช้ล้างพิษออกจากระบบต่างๆ ของร่างกาย จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ซักระยะหนึ่งแล้วจะค่อย ๆ ดีขึ้น โดยอาการข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มีผื่นขึ้น และมีอาการท้องเสีย แต่หากมีอาการข้างเคียงตามที่กล่าวมารุนแรง และมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์
เอกสารอ้างอิง ตรีผลา
- ผศ.ดร.สุดารัตน์ หอมหวน. ตำรับยา “ตรีผลา” ผลไม้ไทยไม่ถูกลืม. ฐานข้อมูลเครื่องยาไทย คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก www.thaicrudedruy.com
- สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก.บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ.2554 ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554. พิมพ์ครั้งที่ 2. สำนักงานกิจการโร พิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์:กรุงเทพมหานคร, 2524.
- ผศ.ดร.สุนีย์ จันทร์สกาว. เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- พร้อมจิต ศรลัมพ์. ประโยชน์ของสมุนไพรตำรับตรีผลาต่อสุขภาพ. จุลสารข้อมูลสมุนไพร ปีที่ 25(2) : 2551 (ฉบับที่ 02).
- Jagetia G, Baliga S, Malagi K, et al. The evaluation of the radioprotective effect of Triphala (an ayurvedic rejuvenating drug) in the mice exposed to γ-radiation. Phytomedicine. 2002; 9, 99–108.
- Kaur S, Arora S, Kaur K, Kumar S(2002). The in vitro antimutagenic activity of Triphala an Indian herbal drug. Food Chem Toxic Res. Apr;40(4):527-3
- Maruthappan V, Shree KS. (2010). Hypolipidemic activity of haritaki (Terminalia chebula) in atherogenic diet induced hyperlipidemic rats. Advanced PharmacoTechnol Research. Apr ;1(2):229-35
- Sandhyaa T, Lathikaa, K, Pandeyb, et al. Potential of traditional ayurvedic formulation, Triphala, as a novel anticancer drug. Cancer Lett. 2006; 231 (2), 206-214.
- ปราณี ชวลิตธำรง, พัชรักษษมั่น, เอมมนัส อัตตวิชญ์, ปราณีจันทเพ็ชร.พิษกึ่งเฉียบพลันของยาแผนโบราณตรีผลา, วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.ปีที่ 38.ฉบับที่ 3. กรกฎาคม-กันยายน. 2539. หน้า 169-191
- Rajan SS, Antony S(2008). Hypoglycemic effect of Triphala on selected non insulin dependent Diabetes mellitus subjects. Anc Sci Life. Jan;27(3):45-9.
- Mukherjee P, Rai, Sujay, et al. Clinical study of Triphala-A well known phytomedicine from India. Iranian J. Pharmacol. Ther. 2006; 5, 51–54.
- Naik GH, Priyadarsini KI, Bhagirathi RG, Mishra B, Mishra KP, Banavalikar MM, Mohan H(2005). In vitro antioxidant studies and free radical reactions of triphala, an ayurvedic formulation and its constituents. Phytother Research. Jul;19(7):582-6.
- Madani A, Jain SK (2008). Anti-Salmonella activity of Terminalia belerica: in vitro and in vivo studies. Indian Journal Exp Biology. Dec;46(12):817-21
- Rasool M, Sabina EP (2007). Anti inflammatory effect of the Indian Ayurvedic herbal formulation Triphala on adjuvant-induced arthritis in mice. EP.Phytother Res. Sep;21(9):889-94.
- ดร.เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์. หนังสือคู่มืออาหารเสริม. ฉบับสมบูรณ์ สำนักพิมพ์ เอ็มไอเอส. กรุงเทพฯ 2556. หน้า 256-261
การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
written by CECD chonburi
4px read
รายละเอียด
คู่มือสำหรับประชาชน
งานที่ให้บริการ : การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน กรณีจดทะเบียน ณ ส านักงานเกษตรอำเภอ/กิ่งอำเภอ/สำนักงานเกษตรเขต (กทม.)
หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร
ขอบเขตการให้บริการ สถานที่/ช่องทางการให้บริการ ระยะเวลาเปิดให้บริการ
- สำนักงานเกษตรอำเภอ/กิ่งอำเภอ/สำนักงานเกษตรเขต (กทม.) วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดที่ทางราชการกำหนด) ตั้งแต่เวลา 08.30 – 12.00 น. และ 13.00 – 16.30 น.
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำขอคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน
- 1. เป็นกิจการที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่น ๆ ที่ท าให้เกิดการพัฒนา และแก้ไขปัญหาของ ชุมชน
- 2. เป็นกิจการที่ดำเนินการ หรือประสงค์จะดำเนินการร่วมกันในชุมชน โดยคณะบุคคลที่เป็น นิติบุคคล หรือไม่ เป็นนิติบุคคลและประกอบด้วยสมาชิกที่อยู่ร่วมกันในชุมชนไม่น้อยกว่า 7 คน โดยบุคคลดังกล่าวต้องไม่อยู่ใน ครอบครัวเดียวกัน
- 3. เป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ เพื่อการพึ่งพาตนเอง และเพื่อประโยชน์สุข ของคนในชุมชน
- 4. เป็นกิจการที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
- 1. ต้องประกอบด้วยวิสาหกิจชุมชนตั้งแต่ 2 วิสาหกิจชุมชนขึ้นไปมารวมตัวกัน
- 2. อาจมีบุคคลภายนอกซึ่งวิสาหกิจชุมชนเห็นว่าเป็นผู้ที่สามารถให้ความรู้ ความช่วยเหลือ หรือท าคุณประโยชน์ อื่นใด มาร่วมในการด าเนินการด้วยก็ได้
- 3. การจัดทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนั้น
- 4. การดำเนินงานของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนต้องมีข้อบังคับในการบริหารจัดการเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
ขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ
1. ยื่นแบบคำขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน/เครือข่าย วิสาหกิจชุมชน (แบบ สวช.01) และเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นแล้ว (ระยะเวลา 1 วัน)
- หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานเกษตรอำเภอ/กิ่งอำเภอ/สำนักงานเกษตร เขต (กทม.)
2. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ ของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนและ เอกสารหลักฐาน แล้วบันทึกข้อมูลในระบบสารสนเทศ วิสาหกิจชุมชน (ระยะเวลา 2 วัน)
- หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานเกษตรอำเภอ/กิ่งอำเภอ/สำนักงานเกษตร เขต (กทม.)
3. ปิดประกาศรายชื่อวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย วิสาหกิจชุมชน และแบบ สวช.01 ณ สำนักงานเกษตร อำเภอ/กิ่งอำเภอ/สำนักงานเกษตรเขต (กทม.) เพื่อให้ สมาชิกและผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล ในการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย วิสาหกิจชุมชน (ระยะเวลา 7 วัน)
- หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานเกษตรอำเภอ/กิ่งอำเภอ/สำนักงานเกษตร เขต (กทม.)
4. เสนอนายทะเบียนลงนามอนุมัติในหนังสือสำคัญ แสดงการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย วิสาหกิชุมชน (ท.ว.ช.2) และเอกสารสำคัญแสดงการ ดำเนินกิจการของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจ ชุมชน (ท.ว.ช.3) (ระยะเวลา 1 วัน)
- หน่วยงานผู้รับผิดชอบ สำนักงานเกษตรอำเภอ/กิ่งอำเภอ/สำนักงานเกษตร เขต (กทม.)
เอกสารประกอบการจดทะเบียน
เอกสารหรือหลักฐานที่ต้องใช้
- 1. แบบคำขอจดทะเบียน (แบบ สวช.01)
- 2. ทะเบียนรายชื่อและที่อยู่ของสมาชิก
- 3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (ของสมาชิกและผู้มีอำนาจทำการแทน)
- 4. หนังสือให้ความยินยอมของสมาชิก ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด หรือ สำเนามติที่ประชุม ซึ่งมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาจดทะเบียนวิสาหกิจ ชุมชนแทน (กรณีไม่เป็นนิติบุคคลและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน)
- 5. สำาเนาเอกสารแสดงวัตถุประสงค์ หรือ ข้อบังคับของนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคล)
- 6. สำเนาบัญชีรายชื่อคณะกรรมการดำเนินการปัจจุบัน (กรณีนิติบุคคล)
- 7. สำเนามติของคณะกรรมการดำเนินการ หรือมติของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งมอบหมายให้ บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนแทน (กรณีนิติบุคคล)
- 8. สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนที่เป็นสมาชิกเครือข่ายฯ (กรณีจดทะเบียนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน)
- 9. สำเนาข้อบังคับของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน (กรณีจดทะเบียนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน)
รายละเอียด
เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ หรือเห็ดหัวลิง เป็นเห็ดที่มีสรรพคุณทางยาสูง มีลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาว มีปุยสีขาวรอบดอกเห็ด มีกลิ่นหอม
เห็ดปุยฝ้ายหรือเห็ดหัวลิง “เห็ดทางการแพทย์”
มีชื่อสามัญ ว่า Monkey’s head หรือ Lion’s Mane ทางญี่ปุ่นเรียก Yamabushitake ส่วนชื่อที่เป็นทางการในประเทศไทย ตั้งโดยสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย ชื่อ “เห็ดภู่มาลา 60” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Hericium erinaceus (Bull Ex Fr) หรือ Hericium erinaceum ใน ประเทศจีนเรียกว่า เห็ดเหอโถวกู ประวัติของเห็ดหัวลิง ตามเอกสารวิชาการระบุว่า มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเมือง เหอหลงเจียง ประเทศจีน ส่วนในประเทศไทยมีชาวจีนชื่อ นายฮั่งจง แซ่หลู นำเข้ามาเพาะครั้งแรกที่ดอยแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในระยะแรกนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก รูปร่างของเห็ดหัวลิงมีลักษณะทรงกลม เป็นเส้นฟูคล้ายภู่มาลาของทหาร สีขาวสะอาด และมีกลิ่นหอมคล้ายเห็ดนางรม ขนาดเฉลี่ย 8-10 ดอก ต่อกิโลกรัม
สรรพคุณของเห็ดปุยฝ้าย
- 1. มีโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide) สามารถยับยั้งการเกิด และการเจริญของเซลล์เมร็ง และช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารรวมถึงระบบลำไส้ด้วย
- 2. มีสารแลนติแนน (lantinan) และเปปไทด์ (peptide) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้น อีกทั้งยังเร่งสร้างสารภูมิคุ้มกันอินเตอร์ฟีรอนโดยมีผลในการยับยั้งการเจริญของก้อนเมร็งได้
- 3. มีสารเบต้ากลูแคน (β-glucan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และยังมีประสิทธิภาพในการปรับสมดุลของภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติให้กลับสู่สภาะสมดุล
- 4. มีสารไตรเทอร์ปีน (Triterpene) สามารถควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ มีฤทธิ์ต้นอนุมูลอิสระ และป้องกันการเกิดเซลล์เมร็งชนิดต่างๆ
ค่าวิเคราะห์สารอาหารในเห็ดแห้ง 100 กรัม ประกอบด้วย
- โปรตีน 26.3 กรัม (ซึ่งมีมากกว่าในเห็ดหอม 1 เท่า)
- ไขมัน 4.2 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 44.9 กรัม
- ใยเซลลูโลส 4.2 กรัม
- ธาตุฟอสฟอรัส 856 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 18 มิลลิกรัม
- แคลเซียม 2 มิลลิกรัม
- วิตามิน บี 1 0.69 มิลลิกรัม
- วิตามิน บี 2 1.89 มิลลิกรัม และ
- พลังงาน 323 กิโลแคลอรี
- มีกรดอะมิโน อยู่ 16 ชนิด ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกายอยู่ถึง 7 ชนิด
เมนูแนะนำ
- – เมนูซุป ควรฉีดเห็ดเป็นชิ้นๆ ผสมลงไปในซุปที่ทำปกติ หรือใส่ในกระเพาะปลา ต้มจืด ต้มยำ เห็ดจะช่วยทำให้รสชาติซุปกลมกล่อมขึ้น มีกลิ่นหอมกรุ่น แถมมีตัวยาสมุนไพรจากเห็ดอยู่ในซุปด้วย
- – เมนูไข่เจียว ฉีกเห็ดเป็นชิ้นๆ แล้วตีผสมกับไข่ ปรุงรสชาติตามชอบ จะช่วยเพิ่มความอร่อยที่มีสรรพคุณทางยาของเห็ดไปในเมนูไข่เจียวนั้นได้ด้วย
- – เมนูยำ ฉีกเห็ดเป็นชิ้นๆ แล้วใส่ส่วนผสมอื่นๆ ปรุงรสชาติตามชอบก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน
วิธีการลดความขมของเห็ดปุยฝ้าย
สามารถแก้รสของเห็ด โดยนำเห็ดคลุกเกลือ แล้วล้างน้ำออกได้ หรือลวกน้ำร้อน ก่อนนำไปปรุงอาหาร
รายละเอียด
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
โพสต์นี้ไม่ได้รับการอนุมัติจากกรมอนามัยท้องถิ่นของคุณ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์
โดย Dr. Leigh Siergiewicz, ND
ในบทความนี้: เห็ดยามาบูชิตาเกะคืออะไร? และ เห็ดยามาบูชิตาเกะมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร?
- 1. การซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเส้นประสาท
- 2. โรคอัลไซเมอร์
- 3. ความผิดปกติทางอารมณ์และการนอนหลับ
- 4. อาการชัก
- 5. การฟื้นจากโรคหลอดเลือดสมองและการป้องกัน
- 6. ความสามารถในการทำงานด้านความรู้ความเข้าใจ
- 7. สุขภาพกระเพาะอาหารและลำไส้
- 8. การอักเสบ
- 9. โรคเบาหวาน
- 10. รักษาคอเลสเตอรอลที่ดีต่อสุขภาพ
- 11. ระบบภูมิคุ้มกัน
- ใจความ
เห็ดยามาบูชิตาเกะคืออะไร?
เห็ดยามาบูชิตาเกะเป็นเห็ดที่มีลักษณะและการใช้งานที่แตกต่างกันมาก เป็นสีขาวครีมและไม่ได้มีรูปร่างเหมือนเห็ดทั่วไปที่มีลำต้นและหัว เห็ดชนิดนี้มีหลายประเภท แต่มันดูเหมือนปะการังหรือมีหนามแหลมเหมือนเม่น โตเป็นก้อนที่ไม่มีลำต้น และเติบโตตามธรรมชาติในหลายพื้นที่ทั่วโลก ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงมีการเพาะปลูกในขนาดเล็กสำหรับทั้งการใช้ทำอาหารและยา
ชื่อภาษาละตินทางวิทยาศาสตร์ว่า Hericium หมายถึงเม่นเนื่องจากมันมีลักษณะแหลมคม นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักกันในนามว่า oral mushroom, hou tou gu และเห็ดหัวลิงในส่วนต่าง ๆ ของโลก
เห็ดยามาบูชิตาเกะใช้เป็นยาชา ทิงเจอร์ แบบผง หรือแบบแคปซูล สามารถรับประทานสด และผัดกับเนยหรือเนยใสได้อร่อย แต่อย่าเก็บเห็ดในป่าโดยไม่ได้ระบุผู้เชี่ยวชาญ คุณสามารถหาเห็ดชนิดนี้ได้ในรูปแบบปลูกหรือรูปแบบการผลิตในป่า โดยหาจากตลาดของเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อรับประทานสด
เห็ดยามาบูชิตาเกะมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร?
การวิจัยสมัยใหม่เกี่ยวกับเห็ดยามาบูชิตาเกะกำลังขยายตัว วิธีที่รู้จักกันดีที่สุดในการใช้เห็ดยามาบูชิตาเกะคือเพื่อประสิทธิภาพทางปัญญาหรือสุขภาพทางระบบประสาท นอกจากนี้ยังอาจมีหลักฐานเบื้องต้นสำหรับการปรับปรุงปัญหาทางเดินอาหาร ฤทธิ์ต้านเชื้อรา สุขภาพของระบบภูมิคุ้มกัน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือด คุณสมบัติต้านการอักเสบ โรคทางเดินหายใจ การสนับสนุนคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตที่ดีต่อสุขภาพ การส่งเสริมการรักษาบาดแผลที่ดีต่อสุขภาพ และการป้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ
ยังมีการชี้ให้เห็นด้วยว่าส่วนประกอบบางอย่างของเห็ดยามาบูชิตาเกะอาจช่วยให้อารมณ์ดี การวิจัยในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้ทำกับหนู แต่ก็กำลังมีการศึกษาใหม่ในมนุษย์ออกมา
การใช้เห็ดยามาบูชิตาเกะพื้นเมืองแบบดั้งเดิมนั้นรวมถึงการจัดการกับปัญหาทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะ การฟื้นฟูความอ่อนเพลียทั่วไป ประสิทธิภาพการเล่นกีฬา และห้ามเลือดให้กับบาดแผล
โดยทั่วไป เห็ดยามาบูชิตาเกะนั้นปลอดภัยโดยไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หากคุณแพ้เห็ด ให้สอบถามผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่มีใบอนุญาตเกี่ยวกับการลองใช้เห็ดยามาบูชิตาเกะ
1. การซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเส้นประสาท
การศึกษาในหนูพบว่าเมื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เส้นประสาทด้วยน้ำที่สกัดจากเห็ดยามาบูชิตาเกะ จะมีประโยชน์ในการงอกใหม่และซ่อมแซมเส้นประสาท การศึกษาของมาเลเซียพบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะมีประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของเส้นประสาทและการแบ่งตัวของเซลล์ในมนุษย์ การศึกษาอื่น ๆ พบว่าเห็ดมีประโยชน์ต่อโรคระบบประสาทเบาหวาน ดังนั้น เห็ดยามาบูชิตาเกะจึงอาจช่วยรักษาความผิดปกติและการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลาย ตลอดจนการเติบโตใหม่และสุขภาพของเซลล์ประสาทได้
2. โรคอัลไซเมอร์
การศึกษาเซลล์หนูในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดจากเห็ดยามาบูชิตาเกะช่วยลดความเสียหายต่อเซลล์ประสาทที่เกิดจากโปรตีน amyloid-beta ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าสารสกัดจากเห็ดยามาบูชิตาเกะอาจมีสารต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ป้องกันระบบประสาทในหนู แม้จะจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์ แต่นี่เป็นขั้นตอนแรกที่มีแนวโน้มในการใช้เห็ดยามาบูชิตาเกะในการรักษาโรคทางระบบประสาท
3. ความผิดปกติทางอารมณ์และการนอนหลับ
การทบทวนงานวิจัยและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปี 2019 ชี้ว่าอาจมีหลักฐานเบื้องต้นโดยอ้อมที่แสดงว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะมีประโยชน์ในการรักษาความผิดปกติทางอารมณ์ กลไกที่เป็นไปได้สำหรับเหตุนี้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ของเห็ดยามาบูชิตาเกะในการปรับปรุงสุขภาพทางระบบประสาทโดยรวมและการต้านการอักเสบของระบบประสาท การศึกษานี้แนะนำให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประโยชน์ของเห็ดยามาบูชิตาเกะสำหรับความผิดปกติทางอารมณ์ เห็ดยามาบูชิตาเกะอาจเป็นประโยชน์ต่อแผนการดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม
ในการศึกษาผู้ที่มีขนาดร่างกายใหญ่ ผู้เข้าร่วมที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ ความผิดปกติของการนอนหลับ หรือปัญหาการกินมากเกินไปด้วยเช่นกันจะได้รับเห็ดยามาบูชิตาเกะเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะอาจมีประโยชน์ในด้านความผิดปกติของอารมณ์ซึมเศร้าและวิตกกังวลและปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ
การศึกษาที่ควบคุมด้วยยาหลอกในสตรีวัยหมดประจำเดือน 30 คนพบว่าการบริโภคเห็ดยามาบูชิตาเกะเป็นเวลา 4 สัปดาห์ช่วยลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
4. อาการชัก
การวิจัยพบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะ โดยเฉพาะพันธุ์ Hericium Erinaceus อาจช่วยป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทหลังเกิดอาการชักในหนู จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์เหล่านี้และนำไปใช้กับมนุษย์ โปรดพูดคุยกับแพทย์ของคุณเกี่ยวกับการเพิ่มเห็ดยามาบูชิตาเกะเข้าไปเพื่อรักษาอาการชัก
5. การฟื้นจากโรคหลอดเลือดสมองและการป้องกัน
การศึกษาของไต้หวันดำเนินการกับหนูที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ พบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะสามารถช่วยป้องกันความเสียหายต่อสมองเนื่องจากการขาดออกซิเจน ผลการวิจัยนี้สนับสนุนการศึกษาอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเส้นประสาท โปรดพูดคุยกับแพทย์ของคุณเกี่ยวกับโปรแกรมการฟื้นจากโรคหลอดเลือดสมองและการป้องกัน
การศึกษาพบว่าส่วนประกอบของเห็ดยามาบูชิตาเกะอาจช่วยป้องกันลิ่มเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองในหลอดทดลองโดยใช้ทั้งเซลล์กระต่ายและเซลล์ของมนุษย์ จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสิ่งนี้ในมนุษย์ และคุณต้องหารือเกี่ยวกับการรักษาที่มีความเสี่ยงร้ายแรง เช่น ลิ่มเลือดกับแพทย์ของคุณเสมอ
6. ความสามารถในการทำงานด้านความรู้ความเข้าใจ
การศึกษาในหนูพบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะแบบรับประทานอาจช่วยป้องกันปัญหาความจำเชิงพื้นที่และการมองเห็นได้
การศึกษาวิจัยขนาดเล็กแบบอำพรางสองฝ่ายที่ควบคุมด้วยยาหลอกในผู้ใหญ่ชาวญี่ปุ่นพบว่าการทำงานด้านความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดระยะเวลาการศึกษา 16 สัปดาห์ มีการปรับปรุงเล็กน้อยในด้านความบกพร่องทางสติปัญญาในแต่ละช่วงเวลาของการศึกษา 8, 12 และ 16 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หลังจากเลิกกินเห็ดยามาบูชิตาเกะแล้ว ผลประโยชน์ก็หมดไป จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบแนวทางระยะยาวที่ยั่งยืนเพื่อปรับปรุงการทำงานด้านความรู้ความเข้าใจ
7. สุขภาพกระเพาะอาหารและลำไส้
การใช้เห็ดยามาบูชิตาเกะพื้นเมืองดั้งเดิมนั้นรวมถึงการรักษาแผลในลำไส้ การศึกษาในปี 2015 ยืนยันประสิทธิภาพของการใช้แบบดั้งเดิมนี้ในหนู พบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะช่วยลดบริเวณที่เป็นแผลในกระเพาะของหนูและป้องกันไม่ให้เกิดแผลอีก การศึกษาอื่น ๆ เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบย่อยอาหารต่าง ๆ ในมนุษย์พบผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกันทั้งในด้านบวกและด้านลบ การให้ยาอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นคุณควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อลองใช้เห็ดเป็นส่วนหนึ่งของแผนสุขภาพกระเพาะอาหารและลำไส้ที่ครอบคลุม
8. การอักเสบ
สาเหตุหรืออาการกำเริบของโรคเรื้อรังหลายอย่างคือการอักเสบ ช่างน่าตื่นเต้นที่ว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะมีสัญญาณว่าอาจเป็นยาแก้อักเสบทั่วไปได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2015 เจาะจงไปที่การอักเสบของไขมันหรือเนื้อเยื่อไขมัน และเมื่อใช้เห็ดยามาบูชิตาเกะ พบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะอาจป้องกันหรือลดการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนได้
9. โรคเบาหวาน
การศึกษาอีกชิ้นในหนูที่เป็นเบาหวานพบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะสามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และควบคุมการอักเสบ ตลอดจนปรับปรุงอาการอื่น ๆ ของโรคเรื้อรัง คุณอาจลองรวมเห็ดยามาบูชิตาเกะเข้าไปในแผนการจัดการอาการอย่างครอบคลุมและเป็นตัวแปรของโรคเบาหวาน
10. รักษาคอเลสเตอรอลที่ดีต่อสุขภาพ
ในการศึกษาในหลอดทดลอง พบว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะสามารถช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดเลว ซึ่งเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นสาเหตุหลักของหลอดเลือดอุดตัน อย่างไรก็ตาม เราต้องการการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อดูว่าสิ่งนี้สามารถทำซ้ำในสัตว์หรือมนุษย์ได้หรือไม่
การศึกษาหนึ่งในหนูพบว่าการใช้เห็ดยามาบูชิตาเกะช่วยปรับปรุงการเผาผลาญไขมันและลดน้ำหนักตัวได้ในช่วง 28 วัน
การศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้องกับหนูอ้วนที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูง พบว่าคอเลสเตอรอล รวมทั้ง LDL, HDL และไตรกลีเซอไรด์กลับมาเป็นปกติหลังจากให้เห็ดยามาบูชิตาเกะ เหตุการณ์นี้เป็นไปได้ แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์เพื่อยืนยันว่านี่คือการรักษาที่เหมาะสมสำหรับการเผาผลาญไขมัน การลดน้ำหนัก โรคหัวใจ และคอเลสเตอรอลสูง
11. ระบบภูมิคุ้มกัน
งานวิจัยบางชิ้นระบุว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันโดยการกระตุ้นจุลินทรีย์ในลำไส้เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันในลำไส้ งานวิจัยอื่น ๆ ระบุว่าสามารถกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อภูมิคุ้มกันได้โดยตรง เรายังคงเรียนรู้ว่าเห็ดยามาบูชิตาเกะมีผลดีต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของเราอย่างไรบ้าง แต่เห็ดยามาบูชิตาเกะอาจเป็นส่วนเสริมที่ดีต่อกิจวัตรสำคัญที่จะช่วยรักษาภูมิคุ้มกันให้มีสุขภาพดี ซึ่งได้แก่การนอนหลับที่ดี การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การจัดการความเครียดที่ดี และการออกกำลังกาย
ใจความ
เห็ดยามาบูชิตาเกะได้รับความสนใจอย่างมากในด้านความผิดปกติหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและการทำงานขององค์ความรู้ นอกจากนี้ยังอาจให้ประโยชน์อื่นที่เหมือนกับเห็ดอื่น ๆ เช่น การเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านการอักเสบ และการส่งเสริมสุขภาพโดยทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยเพิ่มขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่องซึ่งได้แสดงถึงประโยชน์ต่อระบบร่างกายอื่น ๆ
โปรดพูดคุยกับแพทย์ของคุณหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดที่ได้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับแผนการดูแลรอบด้านที่เหมาะกับตัวคุณ สำหรับสุขภาพจิต ระบบประสาท และสุขภาพโดยรวมซึ่งอาจรวมเห็ดยามาบูชิตาเกะเข้าไปด้วย
การอ้างอิงข้อมูล
อ้างอิง
- Cheng JH, Tsai CL, Lien YY, Lee MS, Sheu SC. High molecular weight of polysaccharides from Hericium erinaceus against amyloid beta-induced neurotoxicity. BMC Complement Altern Med. 2016;16:170. Published 2016 Jun 7. doi:10.1186/s12906-016-1154-5
- Choi WS, Kim YS, Park BS, Kim JE, Lee SE. Hypolipidaemic Effect of Hericium erinaceum Grown in Artemisia capillaris on Obese Rats. Mycobiology. 2013;41(2):94-99. doi:10.5941/MYCO.2013.41.2.94
- Chong PS, Fung ML, Wong KH, Lim LW. Therapeutic Potential of Hericium erinaceus for Depressive Disorder. Int J Mol Sci. 2019;21(1):163. Published 2019 Dec 25. doi:10.3390/ijms21010163
- Diling C, Chaoqun Z, Jian Y, et al. Immunomodulatory Activities of a Fungal Protein Extracted from Hericium erinaceus through Regulating the Gut Microbiota. Front Immunol. 2017;8:666. Published 2017 Jun 12. doi:10.3389/fimmu.2017.00666
- Hiwatashi K, Kosaka Y, Suzuki N, et al. Yamabushitake mushroom (Hericium erinaceus) improved lipid metabolism in mice fed a high-fat diet. Biosci Biotechnol Biochem. 2010;74(7):1447-1451. doi:10.1271/bbb.100130
- Jang HJ, Kim JE, Jeong KH, Lim SC, Kim SY, Cho KO. The Neuroprotective Effect of Hericium erinaceus Extracts in Mouse Hippocampus after Pilocarpine-Induced Status Epilepticus. Int J Mol Sci. 2019;20(4):859. Published 2019 Feb 16. doi:10.3390/ijms20040859
- Lai PL, Naidu M, Sabaratnam V, et al. Neurotrophic properties of the Lion’s mane medicinal mushroom, Hericium erinaceus (Higher Basidiomycetes) from Malaysia. Int J Med Mushrooms. 2013;15(6):539-554. doi:10.1615/intjmedmushr.v15.i6.30
- Lee KF, Chen JH, Teng CC, et al. Protective effects of Hericium erinaceus mycelium and its isolated erinacine A against ischemia-injury-induced neuronal cell death via the inhibition of iNOS/p38 MAPK and nitrotyrosine. Int J Mol Sci. 2014;15(9):15073-15089. Published 2014 Aug 27. doi:10.3390/ijms150915073
- Liang B, Guo Z, Xie F, Zhao A. Antihyperglycemic and antihyperlipidemic activities of aqueous extract of Hericium erinaceus in experimental diabetic rats. BMC Complement Altern Med. 2013;13:253. Published 2013 Oct 3. doi:10.1186/1472-6882-13-253
- Mori K, Inatomi S, Ouchi K, Azumi Y, Tuchida T. Improving effects of the mushroom Yamabushitake (Hericium erinaceus) on mild cognitive impairment: a double-blind placebo-controlled clinical trial. Phytother Res. 2009;23(3):367-372. doi:10.1002/ptr.2634
- Mori K, Kikuchi H, Obara Y, et al. Inhibitory effect of hericenone B from Hericium erinaceus on collagen-induced platelet aggregation. Phytomedicine. 2010;17(14):1082-1085. doi:10.1016/j.phymed.2010.05.004
- Mori K, Obara Y, Moriya T, Inatomi S, Nakahata N. Effects of Hericium erinaceus on amyloid β(25-35) peptide-induced learning and memory deficits in mice. Biomed Res. 2011;32(1):67-72. doi:10.2220/biomedres.32.67
- Mori K, Ouchi K, Hirasawa N. The Anti-Inflammatory Effects of Lion’s Mane Culinary-Medicinal Mushroom, Hericium erinaceus (Higher Basidiomycetes) in a Coculture System of 3T3-L1 Adipocytes and RAW264 Macrophages. Int J Med Mushrooms. 2015;17(7):609-618. doi:10.1615/intjmedmushrooms.v17.i7.10
- Nagano M, Shimizu K, Kondo R, et al. Reduction of depression and anxiety by 4 weeks Hericium erinaceus intake. Biomed Res. 2010;31(4):231-237. doi:10.2220/biomedres.31.231
- Rahman MA, Abdullah N, Aminudin N. Inhibitory effect on in vitro LDL oxidation and HMG Co-A reductase activity of the liquid-liquid partitioned fractions of Hericium erinaceus (Bull.) Persoon (lion’s mane mushroom). Biomed Res Int. 2014;2014:828149. doi:10.1155/2014/828149
- Rogers R. The Fungal Pharmacy: The Complete Guide to Medicinal Mushrooms and Lichens of North America. North Atlantic Books; 2011.
- Sheng X, Yan J, Meng Y, et al. Immunomodulatory effects of Hericium erinaceus derived polysaccharides are mediated by intestinal immunology. Food Funct. 2017;8(3):1020-1027. doi:10.1039/c7fo00071e
- Vigna L, Morelli F, Agnelli GM, et al. Hericium erinaceus Improves Mood and Sleep Disorders in Patients Affected by Overweight or Obesity: Could Circulating Pro-BDNF and BDNF Be Potential Biomarkers?. Evid Based Complement Alternat Med. 2019;2019:7861297. Published 2019 Apr 18. doi:10.1155/2019/7861297
- Wang M, Konishi T, Gao Y, Xu D, Gao Q. Anti-Gastric Ulcer Activity of Polysaccharide Fraction Isolated from Mycelium Culture of Lion’s Mane Medicinal Mushroom, Hericium erinaceus (Higher Basidiomycetes). Int J Med Mushrooms. 2015;17(11):1055-1060. doi:10.1615/intjmedmushrooms.v17.i11.50
- Wong KH, Naidu M, David RP, Bakar R, Sabaratnam V. Neuroregenerative potential of lion’s mane mushroom, Hericium erinaceus (Bull.: Fr.) Pers. (higher Basidiomycetes), in the treatment of peripheral nerve injury (review). Int J Med Mushrooms. 2012;14(5):427-446. doi:10.1615/intjmedmushr.v14.i5.10
- Yi Z, Shao-Long Y, Ai-Hong W, et al. Protective Effect of Ethanol Extracts of Hericium erinaceus on Alloxan-Induced Diabetic Neuropathic Pain in Rats. Evid Based Complement Alternat Med. 2015;2015:595480. doi:10.1155/2015/595480
